วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2556

การเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัย(Research Objectives)




         เมื่อกำหนดคำถามวิจัยได้แล้ว ผู้วิจัยจึงตั้งวัตถุประสงค์ของการวิจัย วันนี้จึงรวบรวมหลักการ วิธีการ เขียนวัตถุประสงค์การวิจัย และข้อควรระวัง มาเสนอไว้ดังนี้ค่ะ

        วัตถุประสงค์ของการวิจัย(Research Objectives) หรือบางท่าน สถาบันกำหนดรุปแบบโดยใช้คำว่า จุดมุ่งหมายการวิจัย (Research purposes) ในการเขียนรายงานวิทยานิพนธ์

        สิทธิ์  ธีรสรณ์ (2552, หน้า 60) กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการวิจัย(Research Objectives) หรือ จุดมุ่งหมายการวิจัย (Research purposes) เป็นการระบุกิจกรรมหรืองานที่ผู้วิจัยต้องทำ ในอันที่จะได้มาซึ่งคำตอบในการวิจัย

       สิน พันธุ์พินิจ(2553, หน้า 74) กล่าวถึงการกำหนดวัตถุประสงค์การวิจัย ไว้ว่า วัตถุประสงค์การวิจัยเป็นเสมือนเข็มทิศการดำเนินการวิจัย ช่วยให้เราทราบว่าเราจะค้นหาคำตอบอะไรจากข้อคำถามบ้าง การกำหนดวัตถุประสงค์การวิจัยก็เป็นการจำแนกประเด็นการวิจัย หรือตัวแปรออกมาให้เห็นเป็นข้อย่อยที่ชัดเจน มีความเป็นวัตถุวิสัย และสามารถดำเนินการวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม

 หลักการเขียนวัตถุประสงค์การวิจัย

       นงลักษณ์  วิรัชชัย และคณะ (2535, หน้า 55,61) กล่าวว่า การเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ การบอกเป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายที่นักวิจัยต้องการค้นคว้าหาข้อเท็จจริง วัตถุประสงค์ของการวิจัยจึงมีลักษณะใกล้เคียงกับปัญหาวิจัยแต่ไม่เหมือนกันทีเดียว เพราะนักวิจัยส่วนใหญ่นิยมเขียนวัตถุประสงค์เป็นเป้าหมายรวม   สิ่งที่ควรระวังในการเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ ต้องเขียนสิ่งที่เป็นเป้าหมาย  มิใช่สิ่งที่เป็นวิธีการดำเนินงานวิจัย การเขียนต้องใช้ภาษาที่ง่าย สั้น กะทัดรัดและสื่อความได้แจ่มกระจ่าง เช่น

เพื่อประมวลปัญหาเกี่ยวกับการเรียนการสอนจากการรับรู้ของผู้บริหาร อาจารย์และนักเรียน ในโรงเรียนประถมศึกษา

 การเขียนวัตถุประสงค์นี้ ยังไม่ถูกต้อง ใช้คำที่ระบุวิธีการมากว่าคำที่แสดงถึงเป้าหมาย

        วรรณี  แกมเกตุ (2551, หน้า 64-65) ให้หลักการเขียนวัตถุประสงค์การวิจัย ไว้ว่า ควรเขียนในรูปประโยคบอกเล่า โดยขึ้นต้นประโยคด้วยคำว่า เพื่อแล้วตามด้วยคำที่แสดงพฤติกรรมในการแสวงหาคำตอบและสาระหลักที่ต้องการศึกษา คำบางคำก็ยังกว้างและคลุมเครือ เช่น คำว่าศึกษาเช่น

เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาภายในของโรงเรียน

 เพราะคำนี้มีความหมายกว้างครอบคลุมพฤติกรรมการศึกษาได้หลายลักษณะ นอกจากนี้ยังมีคำกริยาอื่นๆที่แสดงพฤติกรรมในการดำเนินงานของนักวิจัยอีกหลายคำที่มักปรากฏอยู่ในวัตถุประสงค์ของการวิจัย เช่น  สำรวจ  ประเมิน ค้นคว้า จำแนก วิเคราะห์  ทดลอง เป็นต้น



       สิทธิ์  ธีรสรณ์ (2552, หน้า 60) กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการวิจัยควรเป็นข้อความสั้นๆ ประโยควัตถุประสงค์ของการวิจัยมักขึ้นต้นด้วยวลี ดังต่อไปนี้

เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มี/ส่งผล/อิทธิพล/ผลกระทบ...

เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่าง...กับ...

เพื่อเปรียบเทียบ...กับ...

เพื่อศึกษาอิทธิพลของที่มีต่อ...

เพื่อตรวจสอบ...ตามเกณฑ์ที่สร้างขึ้น

เพื่อพัฒนา...



       ชูศรี  วงศ์รัตนะ (2549, หน้า18) กล่าวว่า เป็นข้อความที่แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ผู้วิจัยต้องการศึกษา ควรเห็นให้ชัดเจนว่าจะศึกษาเรื่องอะไร กับใคร ในแง่มุมใด โดยทั่วไปนิยมเขียนเป็นประโยคบอกเล่าเป็นข้อๆเรียงตามลำดับ  หัวใจของการวิจัยอยู่ที่วัตถุประสงค์ของการวิจัยต้องสอดคล้องกับหัวข้อวิจัย ส่วนอื่นๆของเค้าโครงวิจัย ตั้งแต่ความสำคัญของการวิจัย นิยามศัพท์เฉพาะ ตลอดจนถึงสถิติที่ใช้ในการวิจัย ต้องยึดวัตถุประสงค์ของการวิจัยเป็นหลัก

        องอาจ นัยพัฒน์ (2551, หน้า 43) ได้ให้หลักการเขียนวัตถุประสงค์การวิจัยเชิงปริมาณที่ดีควรคำนึงหลักการสำคัญ ต่อไปนี้

1. มีความกะทัดรัดชัดเจน

2. อยู่ในกรอบหรือสอดคล้องกับโจทย์หรือหัวข้อปัญหาการวิจัย

3. มีความเป็นไปได้จริงในแง่ของการปฏิบัติ

4. ระบุจุดมุ่งเน้นที่ต้องการสืบค้นหาคำตอบอย่างเฉพาะเจาะจงและไม่มีสาระสำคัญซ้ำซ้อนกัน

5. มีการเรียงลำดับจุดมุ่งเน้นของการศึกษาวิจัยตามความเกี่ยวข้องอย่างเป็นระดับลดหลั่นกัน

6. ใช้ถ้อยคำกล่าวพาดพิงถึงประเภท หรือรูปแบบของวิธีการศึกษาวิจัยที่ใช้ในการแสวงหาความรู้ความจริง เช่น การพรรณนา การสำรวจ  การหาความสัมพันธ์ และการทดลอง เพื่ออธิบายและ/หรือทำนายพฤติกรรมหรือปรากฏการณ์ที่สนใจ

สรุปแนวทางการเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัย มีดังนี้

วัตถุประสงค์เขียนในรูปเป้าหมายการวิจัย ไม่ใช่วิธีการ

วัตถุประสงค์สอดคล้องกับชื่อโครงการวิจัย

ถ้าตอบคำถามวิจัยครบทุกข้อ การวิจัยจะได้ผลตามวัตถุประสงค์ที่เขียนไว้

ไม่มีคำฟุ่มเฟือยหรือไม่จำเป็นในวัตถุประสงค์

วัตถุประสงค์ชัดเจน ไม่กำกวม



       วรรณี  แกมเกตุ (2551, หน้า 64-65)  กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการวิจัยที่ดีควรมีลักษณะ ดังต่อไปนี้

1. ต้องมีความสอดคล้องกับชื่อเรื่องและมีความสืบเนื่องจากความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

2. มีความชัดเจนว่าต้องการศึกษาอะไร

3. วัตถุประสงค์ของการวิจัยทุกข้อ ต้องสามารถศึกษาหาคำตอบได้

4. ควรเขียนให้อยู่ในรูปประโยคบอกเล่า

5. ควรเป็นข้อความที่สั้น กะทัดรัด และใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย

6. ควรจัดเรียงวัตถุประสงค์ตามลำดับของการศึกษา หรือเรียงลำดับตามความสำคัญหรือจุดเน้นก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของการวิจัยแต่ละเรื่อง



ข้อควรระวังในการเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัย

ข้อควรระวังในการเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัย ก็คือ ไม่นำเอาประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ มาเขียนเป็นวัตถุประสงค์ของงานวิจัย  ดังนี้

       วรรณี  แกมเกตุ (2551, หน้า 65) เสนอข้อควรระวังในการเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัยว่า ไม่ควรที่จะนำเอาประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัยมาใช้ในการเขียน แม้ว่าทั้งสองเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกัน แต่ก็มีความแตกต่างกัน โดยที่วัตถุประสงค์ของการวิจัย คือประเด็นที่จะทำการวิจัย ส่วนประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ เป็นการคาดหมายถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการนำผลการวิจัยที่ทำเสร็จแล้วไปใช้

      ชูศรี  วงศ์รัตนะ (2549, หน้า18) กล่าวว่า ในงานวิจัยหลายเรื่อง มักมีวัตถุประสงค์การวิจัยข้อสุดท้ายว่า เพื่อเป็นแนวทางในการนำผลการวิจัยที่ได้ไปปรับปรุงแก้ไขปัญหาต่างๆข้อความนี้ ไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการวิจัย แต่เป็นความสำคัญของการวิจัยหรือประโยชน์ที่จะได้รับ

       สิทธิ์  ธีรสรณ์ (2552, หน้า 61) กล่าวว่า ในการเขียนวัตถุประสงค์นั้น ไม่ควรนำประโยชน์ที่ได้รับมาเขียน เพราะไม่ใช่กิจกรรมหรืองานที่ผู้วิจัยต้องทำเพื่อให้ได้ผลวิจัย เช่น

เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการวางแผนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ



วัตถุประสงค์ในตัวอย่าง ไม่ใช่การเขียนที่เหมาะสมนัก เพราะเป็นประโยชน์ที่ได้จากงานวิจัยในแง่การวางแผนหรือปฏิบัติงานเมื่อนำผลการวิจัยไปใช้มากกว่าเป็นกิจกรรมที่ผู้วิจัยต้องทำ จึงไม่ควรนำมาเขียนเป็นวัตถุประสงค์



เอกสารอ้างอิง

ชูศรี  วงศ์รัตนะ. (2549). เทคนิคการเขียนเค้าโครงการวิจัย : แนวทางสู่ความสำเร็จ. นนทบุรี : ไทยเนรมิต.

นงลักษณ์  วิรัชชัย และคณะ. คู่มือการเขียนโครงการวิจัย. วารสารการวัดผลการศึกษา. ปีที่ 12 ฉบับที่ 35
                 (ก.ย.-ธ.ค. 35).

วรรณี  แกมเกตุ. (2551). วิธีวิทยาการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์. (พิมพ์ครั้งที่ 2).กรุงเทพมหานคร :
               โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สิทธิ์  ธีรสรณ์. (2552). เทคนิคการเขียนรายงานวิจัย. (พิมพ์ครั้งที่ 3).  กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์
                แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สิน พันธุ์พินิจ. (2553). เทคนิคการวิจัยทางสังคมศาสตร์. กรุงเทพมหานคร : วิทยพัฒน์.

องอาจ นัยพัฒน์. (2551). วิธีวิทยาการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพทางพฤติกรรมศาสตร์และ
               สังคมศาสตร์. (พิมพ์ครั้งที่ 3).  กรุงเทพมหานคร : สามลดา.

การเขียนคำถามวิจัย(Research Questions)


   http://blog.eduzones.com ได้รวบรวมและกล่าวถึงคำถามของการวิจัยไว้ว่า คำถามของการวิจัยเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้วิจัยต้องกำหนดขึ้น (problem identification) และให้นิยามปัญหานั้น อย่างชัดเจน เพราะปัญหาที่ชัดเจน จะช่วยให้ผู้วิจัย กำหนดวัตถุประสงค์ ตั้งสมมติฐาน ให้นิยามตัวแปรที่สำคัญ ๆ ตลอดจน การวัดตัวแปรเหล่านั้นได้ ถ้าผู้วิจัย ตั้งคำถามที่ไม่ชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ตัวก็ยังไม่แน่ใจ ว่าจะศึกษาอะไร ทำให้การวางแผนในขั้นต่อไป เกิดความสับสนได้
คำถามของการวิจัยต้องเหมาะสม (relevant) หรือสัมพันธ์ กับเรื่องที่จะศึกษา โดยควรมีคำถาม ที่สำคัญที่สุด ซึ่งผู้วิจัย ต้องการคำตอบ มากที่สุด เพื่อคำถามเดียว เรียกว่า คำถามหลัก (primary research question) ซึ่งคำถามหลักนี้ จะนำมาใช้เป็นข้อมูล ในการคำนวณ ขนาดของตัวอย่าง (sample size) แต่ผู้วิจัย อาจกำหนดให้มี คำถามรอง (secondary research question) อีกจำนวนหนึ่งก็ได้ ซึ่งคำถามรองนี้ เป็นคำถาม ที่เราต้องการคำตอบ เช่นเดียวกัน แต่มีความสำคัญรองลงมา โดยผู้วิจัย ต้องระลึกว่า ผลของการวิจัย อาจไม่สามารถ ตอบคำถามรองนี้ได้ ทั้งนี้เพราะ การคำนวณขนาดตัวอย่าง ไม่ได้คำนวณเพื่อตอบคำถามรองเหล่านี้
        http://guru.google.co.th ได้รวบรวมและกล่าวถึงคำถามของการวิจัยไว้ว่า คำถามวิจัย คือ ข้อความที่เป็นประโยคคำถามซึ่งแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ผู้วิจัยต้องการค้นคว้าหาคำตอบ ทั้งนี้คำถามการวิจัยควรเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ หรือไม่สามารถหาคำตอบได้จากตำรา หรือความรู้เดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว
         องอาจ นัยพัฒน์(2551: 43-44).ให้แนวทางไว้ว่า การเขียนปัญหาการวิจัย ในรูปคำถามสามารถเขียนได้ 3 ลักษณะ คือ
1. ประเด็นคำถามเชิงพรรณนา ได้แก่ การกำหนดหัวข้อปัญหาวิจัยในรูปคำถามที่ว่าอะไรคือ อะไรเป็น” (What is) การตอบประเด็นคำถามดังกล่าวนี้ แสดงเป็นนัยว่า นักวิจัยจะต้องอาศัยการวิจัยเชิงสำรวจ เช่น
-อะไรคือพฤติกรรมแปลกแยกของนิสิต/นักศึกษาที่มีความเบี่ยงเบนทางเพศ
-อะไรคือพฤติกรรมการบริหารของผู้บริหารโรงพยาบาลศูนย์ดีเด่นและไม่ดีเด่น
2. ประเด็นคำถามเชิงความสัมพันธ์ ได้แก่ การกำหนดหัวข้อปัญหาวิจัย ในรูปของคำถามที่มุ่งหาคำตอบว่า ตัวแปร X มีความสัมพันธ์กับตัวแปร Y หรือไม่หรือตัวแปร X พยากรณ์ตัวแปร Y ได้หรือไม่การสืบหาคำตอบของคำถามทั้ง 2 ประเด็นนี้ แสดงเป็นนัยว่านักวิจัยต้องออกแบบการวิจัยเป็นประเภทการศึกษาสหสัมพันธ์(correlation design) เช่น
-อัตมโนทัศน์ของนักเรียนมีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหรือไม่
-เพศ ผลการเรียนเดิมเกรดเฉลี่ย(GPA)ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ความเอาใจใส่ต่อการศึกษาเล่าเรียน ทำนายความสำเร็จในการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีได้อย่างแม่นตรงหรือไม่
3. ประเด็นคำถามเชิงเปรียบเทียบ ได้แก่ การกำหนดหัวข้อปัญหาวิจัย ในรูปของคำถามที่มุ่งเน้นการเปรียบเทียบพฤติกรรมหรือปรากฏการณ์ที่สนใจระหว่างกลุ่มควบคุมที่ที่ดำเนินตามสภาวะปกติและกลุ่มทดลองที่จัดกระทำทางการทดลองขึ้น กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ รูปแบบของคำถามประเภทนี้มุ่งหาคำตอบว่า มีความแตกต่างระหว่างกลุ่มตัวอย่างหรือวิธีการที่นักวิจัยดำเนินการขึ้นหรือไม่คำถามวิจัยประเภทนี้ต้องอาศัยแบบการวิจัยเชิงทดลอง(experimental design) หรือการศึกษาย้อนรอยเปรียบเทียบหาสาเหตุ(causal comparative design) มาใช้ในการสืบค้นหาคำตอบ เช่น
-ผู้บริหารโรงพยาบาลศูนย์ดีเด่นและไม่ดีเด่น มีพฤติกรรมการบริหารงานด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง(transformational leadership) การจัดการ การตัดสินใจ และการติดต่อสื่อสารแตกต่างกันหรือไม่
สรุป
การเขียนปัญหาการวิจัย ในรูปคำถามสามารถเขียนได้ 3 ลักษณะ คือ
1. ประเด็นคำถามเชิงพรรณนา ได้แก่ การกำหนดหัวข้อปัญหาวิจัยในรูปคำถามที่ว่าอะไรคือ อะไรเป็น” (What is) การตอบประเด็นคำถามดังกล่าวนี้ แสดงเป็นนัยว่า นักวิจัยจะต้องอาศัยการวิจัยเชิงสำรวจ เช่น
-อะไรคือพฤติกรรมแปลกแยกของนิสิต/นักศึกษาที่มีความเบี่ยงเบนทางเพศ
-อะไรคือพฤติกรรมการบริหารของผู้บริหารโรงพยาบาลศูนย์ดีเด่นและไม่ดีเด่น
2. ประเด็นคำถามเชิงความสัมพันธ์ ได้แก่ การกำหนดหัวข้อปัญหาวิจัย ในรูปของคำถามที่มุ่งหาคำตอบว่า ตัวแปร X มีความสัมพันธ์กับตัวแปร Y หรือไม่หรือตัวแปร X พยากรณ์ตัวแปร Y ได้หรือไม่การสืบหาคำตอบของคำถามทั้ง 2 ประเด็นนี้ แสดงเป็นนัยว่านักวิจัยต้องออกแบบการวิจัยเป็นประเภทการศึกษาสหสัมพันธ์(correlation design) เช่น
-อัตมโนทัศน์ของนักเรียนมีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหรือไม่
-เพศ ผลการเรียนเดิมเกรดเฉลี่ย(GPA)ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ความเอาใจใส่ต่อการศึกษาเล่าเรียน ทำนายความสำเร็จในการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีได้อย่างแม่นตรงหรือไม่
3. ประเด็นคำถามเชิงเปรียบเทียบ ได้แก่ การกำหนดหัวข้อปัญหาวิจัย ในรูปของคำถามที่มุ่งเน้นการเปรียบเทียบพฤติกรรมหรือปรากฏการณ์ที่สนใจระหว่างกลุ่มควบคุมที่ที่ดำเนินตามสภาวะปกติและกลุ่มทดลองที่จัดกระทำทางการทดลองขึ้น กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ รูปแบบของคำถามประเภทนี้มุ่งหาคำตอบว่า มีความแตกต่างระหว่างกลุ่มตัวอย่างหรือวิธีการที่นักวิจัยดำเนินการขึ้นหรือไม่คำถามวิจัยประเภทนี้ต้องอาศัยแบบการวิจัยเชิงทดลอง(experimental design) หรือการศึกษาย้อนรอยเปรียบเทียบหาสาเหตุ(causal comparative design) มาใช้ในการสืบค้นหาคำตอบ

อ้างอิง
http://guru.google.co.th เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2556http://blog.eduzones.com เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2556
องอาจ นัยพัฒน์.[ออนไลน์] ชื่อเว็บไซต์ http://www.gotoknow.org/blogs/posts/399427 เข้าถึงข้อมูลเมื่อ วันที่ 2 มกราคม 2556
http://cai.md.chula.ac.th/lesson/research/re12.htm#06-18 สืบค้นเมื่อ 15 ธันวาคม 2555

ความหมายและความสำคัญของงานวิจัย



           http://www.gotoknow.org ได้รวบรวมและกล่าวถึงความสำคัญและที่มาของปัญหาการวิจัยไว้ว่า การเขียนความสำคัญและความเป็นมาของการวิจัย เป็นการเขียนเพื่อตอบคำถามว่าเหตุใดจึงต้องวิจัยเรื่องนี้ ข้อค้นพบจากการวิจัยจะนำมาใช้ประโยชน์อย่างไร มีความคุ้มค่าหรือไม่ในการวิจัยเรื่องดังกล่าว นิยมเขียนเน้นความเรียงที่เน้นความเป็นเหตุเป็นผล มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงของเนื้อหาสาระ โดยให้มีความกระชับเข้าใจง่าย การเขียนนำเข้าสู่ปัญหาวิจัยควรเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวปัญหา โดยเขียนให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่า ณ เวลาปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานงานวิจัยในอดีตที่สามารถตอบปัญหาดังกล่าวได้ และปัญหาดังกล่าวสมควรได้รับการแก้ไขด้วยการหาคำตอบ โดยกระบวนการวิจัย
           http://pioneer.netserv.chula.ac.th ได้รวบรวมและกล่าวถึงความสำคัญและที่มาของปัญหาการวิจัยไว้ว่า ปัญหาการวิจัย คือ ประเด็นที่นักวิจัยสงสัยและต้องการดำเนินการเพื่อหาคำตอบที่ถูกต้อง ตรงกับความเป็นจริง ทำให้มีลักษณะข้อสงสัยของผู้วิจัยต่อสถานการณ์ทั้งที่เป็นความแตกต่างและไม่แตกต่างระหว่างสิ่งที่เป็นจริงกับสิ่งที่คาดหวัง และที่สำคัญปัญหานั้นไม่สามารถหาคำตอบด้วยสามัญสำนึกดังนั้น การกำหนดปัญหาการวิจัย จึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักสำหรับนักวิจัยที่จะกำหนดปัญหาการวิจัยที่ง่าย ชัดเจน และครบถ้วนสมบูรณ์ นักวิจัยส่วนมากอาจมีแนวความคิดที่สลับซับซ้อน บางคนอาจใช้ระยะเวลายาวนานในการสร้างแนวคิด และวิเคราะห์ ก่อนที่จะสามารถตัดสินใจได้ว่า ปัญหาการวิจัยที่เขาต้องการจะหาคำตอบที่แท้จริงคืออะไร
           http://rforvcd.wordpress.com ได้รวบรวมและกล่าวถึงความสำคัญและที่มาของปัญหาการวิจัยไว้ว่า ความสำคัญและที่มาของปัญหาการวิจัย อาจเรียกแตกต่างกัน เช่น ความเป็นมาหรือความสำคัญของปัญหา หลักการและเหตุผล ภูมิหลังของปัญหา ความจำเป็นที่จะทำการวิจัย หรือ ความสำคัญของโครงการวิจัย ฯลฯ รวมทั้งความจำเป็น คุณค่า และประโยชน์ ที่จะได้จากผลการวิจัยในเรื่องนี้ โดยผู้วิจัยควรเริ่มจากการเขียนปูพื้นโดยมองปัญหาและวิเคราะห์ปัญหาอย่างกว้างๆ ก่อนว่าสภาพทั่วๆไปของปัญหาเป็นอย่างไร และภายในสภาพที่กล่าวถึง มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้าง ประเด็นปัญหาที่ผู้วิจัยหยิบยกมาศึกษาคืออะไร ระบุว่ามีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ มาแล้วหรือยัง ที่ใดบ้าง และการศึกษาที่เสนอนี้จะช่วยเพิ่มคุณค่า ต่องานด้านนี้ ได้อย่างไรการเขียนความเป็นมาหรือความสำคัญของปัญหาการวิจัยต้องเขียนให้หนักแน่น มีเหตุผลสนับสนุนที่น่าเชื่อถือ ชี้ประเด็นให้เห็นความสำคัญของการวิจัยอย่างแท้จริง กรณีที่เป็นศิลปนิพนธ์ให้อธิบายเหตุผลที่เลือกทำศิลปนิพนธ์เรื่องนี้ โดยอ้างทฤษฎีรายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้องปัญหาที่ต้องการทราบและความสำคัญหรือประโยชน์ของการทำศิลปนิพนธ์เรื่องนี้มาสนับสนุนเหตุผล ควรเขียนให้กระชับและให้ความชัดเจน จากเนื้อหาในมุมกว้างแล้วเข้าสู่ปัญหาของศิลปนิพนธ์ที่ทำ เพื่อให้สามารถโน้มน้าวให้ผู้อ่านหรือผู้อนุมัติโครงการวิจัยคล้อยตามว่าถ้าหากวิจัยแล้วจะเกิดคุณประโยชน์อย่างไร แล้วสรุปเชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์การวิจัย
สรุป
ความสำคัญและที่มาของปัญหาการวิจัยไว้ว่า ปัญหาการวิจัย คือ ประเด็นที่นักวิจัยสงสัยและต้องการดำเนินการเพื่อหาคำตอบที่ถูกต้อง ตรงกับความเป็นจริง ทำให้มีลักษณะข้อสงสัยของผู้วิจัยต่อสถานการณ์ทั้งที่เป็นความแตกต่างและไม่แตกต่างระหว่างสิ่งที่เป็นจริงกับสิ่งที่คาดหวัง และที่สำคัญปัญหานั้นไม่สามารถหาคำตอบด้วยสามัญสำนึก
ดังนั้น การกำหนดปัญหาการวิจัย จึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักสำหรับนักวิจัยที่จะกำหนดปัญหาการวิจัยที่ง่าย ชัดเจน และครบถ้วนสมบูรณ์ นักวิจัยส่วนมากอาจมีแนวความคิดที่สลับซับซ้อน บางคนอาจใช้ระยะเวลายาวนานในการสร้างแนวคิด และวิเคราะห์ ก่อนที่จะสามารถตัดสินใจได้ว่า ปัญหาการวิจัยที่เขาต้องการจะหาคำตอบที่แท้จริงคืออะไร

อ้างอิง
http://www.gotoknow.org เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2555
http://pioneer.netserv.chula.ac.th เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2555
http://rforvcd.wordpress.com เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2555

การทบทวนวรรณกรรมกับจริยธรรมทางวิชาการ


         http://www.nrru.ac.th ได้รวบรวมและกล่าวถึงทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องไว้ว่า การทบทวนวรรณกรรมฯ เป็นขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญในกระบวนการวิจัยและมีความเกี่ยวโยงกับขั้นตอนอื่นๆ ได้แก่การกำหนด สมมติฐาน การควบคุมตัวแปร ที่ใช้ในการวิจัย การกำหนดรูปแบบการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ถึงแม้ว่าขั้นตอนการกำหนดปัญหาการวิจัยจะเป็นขั้นตอนการแรกของกระบวนการวิจัยก็ตาม การทบทวนวรรณกรรมก็ควรจัดทำควบคู่ไปกับการกำหนดปัญหาการวิจัย เนื่องจากปัญหาที่ต้องการทำวิจัยในระยะแรก มักจะมีลักษณะกว้างเกินไป จนไม่สามารถวางแผนการวิจัยที่ชัดเจนได้ การทบทวนวรรณกรรม ในขั้นต้น จะช่วยในการกำหนดปัญหาให้แคบ และชัดเจนขึ้น ช่วยให้ผู้วิจัยมั่นใจในความเป็นไปได้ในการทำวิจัยในเรื่องนั้น
ประโยชนของการสำรวจเอกสาร และรายงาน การวิจัยที่เกี่ยวข้อง
1. ทำให้ไม่ ทำวิจัยซ้ำกับผู้อื่น
2. ทำให้ทราบอุปสรรค หรือข้อบกพร่อง ในการทำวิจัยในเรื่องนั้นๆ
3. ใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย
4. ช่วยในการกำหนดสมมติฐานการวิจัย
5. ช่วยในการกำหนดรูปแบบและวิธีการวิจัย
         http://www.bestwitted.com ได้รวบรวมและกล่าวถึงทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องไว้ว่า การทบทวนวรรณกรรม หมายถึง การศึกษาค้นคว้าเอกสารหรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ผู้วิจัยกำลังจะทำการศึกษา เพื่อให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎี แนวคิด อันเชื่อมโยงมาสู่การกำหนดกรอบแนวคิดและตัวแปรที่เกี่ยวข้องซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญ
จุดมุ่งหมายของการทบทวนวรรณกรรม
1.การอ้างอิงเชิงทฤษฎี (Theoretical Reference)
2.การอ้างอิงเชิงประจักษ์ (Empirical Reference)
จุดมุ่งหมายของการทบทวน เพื่อให้ทราบว่ามีผู้ใดเคยศึกษาหรือวิจัย มาก่อน เพื่อให้ทราบถึงวิธีการศึกษาของผู้วิจัยอื่นๆ เพื่อให้ทราบถึงปัญหา อุปสรรคที่เคยพบของงานวิจัยที่เกี่ยวข้องแหล่งของวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง1.หนังสือทั่วไป (General Books)
2.หนังสืออ้างอิง (Reference Book)
-สารานุกรม (Encyclopedia)
-พจนานุกรม (Dictionary)
-หนังสือรายปี (Yearbooks)
-บรรณานุกรม (Bibliographies)
-ดัชนีวารสาร (Periodical Indexes)
-นามานุกรม (Directories)
แหล่งของวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง
-วิทยานิพนธ์ (Thesis)
-วารสาร (Journals)
-รายงานการวิจัย (Research Report)
-เอกสารทางราชการ
-ไมโครฟิล์ม
-หนังสือพิมพ์ (Newspaper)
ขั้นตอนในการทบทวนวรรณกรรม
-กำหนดขอบเขตของการทบทวนวรรณกรรม
-ค้นหาเอกสารหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
-การเลือกเอกสารและรายงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
-การอ่านเอกสาร
-บันทึกข้อมูล
-การวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น
หลักการเขียนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง
รูปแบบการอ้างอิง
อ้างอิงเชิงอรรถ (Footnote Style ) ท้ายหน้าที่อ้างอิง โดยมีชื่อผู้แต่ง ชื่อหนังสือ หรือ บทความ ปีที่พิมพ์และหมายเลขหน้า
อ้างอิงระบบ นาม ปี (Author – Date Style) มีเฉพาะชื่อนามสกุล ปีที่พิมพ์ และหมายเลขหน้า โดยวงเล็บไว้หลังข้อความที่อ้างอิง
       http://www.nrru.ac.th ได้รวบรวมและกล่าวถึงทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องไว้ว่า การทบทวนวรรณกรรมหมายถึงการศึกษา ตรวจสอบทฤษฏีและงานวิจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหา หัวข้อวิจัย ที่ต้องการศึกษา
จุดประสงค์
-ด้านข้อมูลเบื้องต้น
-ทำให้เห็นภาพรวมของการศึกษาวิจัยในประเด็นดังกล่าว
-ทราบถึงพัฒนาการหรือความเป็นมาของการทำวิจัยในประเด็นดังกล่าว
-ทราบถึงหลักปรัชญาที่อยู่เบื้องหลังทฤษฏี และงานวิจัย ตลอดจนตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าว
-ระเบียบวิธีวิจัย
-แนวทางในการวัด ประเมิน
-ข้อค้นพบจากงานวิจัยต่างๆ
ประโยชน์
-ช่วยให้ทราบว่ามีงานวิจัย ทฤษฏี แนวคิดอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการวิจัยที่กำลังทำอยู่ซึ่งถ้ามีผู้ทำวิจัยไปแล้วจะช่วยให้ไม่ไปทำวิจัยซ้ำซ้อน และควรทำวิจัยในประเด็นใดต่อไป
-ช่วยให้ทราบวิธีการวิจัย เช่นใช้การวิจัยแบบใด สุ่มตัวอย่างแบบใด ใช้เครื่องมือเก็บข้อมูลประเภทใด
-ทราบแหล่งข้อมูลเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการวิจัย เช่นการอ้างอิง การสนับสนุนแนวคิด5
-ทำให้เกิดความคิด วิธีการใหม่ ในการวิจัย
-ช่วยในการอภิปรายผลการวิจัย จากผลงานวิจัยของเรากับ งานวิจัยของนักวิจัยคนอื่น
ขั้นตอนการทบทวนวรรณกรรม
-กำหนดเรื่อง หัวข้อเรื่องให้มีความชัดเจน โดยพิจารณาจากประเด็น ปัญหาการวิจัย ว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องใดบ้าง
-กำหนดขอบเขตและประเภทของข้อมูลที่ต้องการ เช่น การกำหนดขอบเขตที่กว้าง ผลของการสื่อสารที่มีต่อทัศนคติ กับการกำหนดขอบเขตที่แคบและเจาะจง ผลของการโฆษณาทางทีวีที่มีต่อทัศนคติด้านคุณภาพของสินค้าของผู้บริโภค
-พิจารณาแหล่งค้นคว้าข้อมูล เช่นเอกสาร หนังสือ ตำรา วารสาร งานวิจัย อินเตอร์เน็ต

สรุป
การทบทวนวรรณกรรมฯ เป็นขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญในกระบวนการวิจัยและมีความเกี่ยวโยงกับขั้นตอนอื่นๆ ได้แก่การกำหนด สมมติฐาน การควบคุมตัวแปร ที่ใช้ในการวิจัย การกำหนดรูปแบบการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ถึงแม้ว่าขั้นตอนการกำหนดปัญหาการวิจัยจะเป็นขั้นตอนการแรกของกระบวนการวิจัยก็ตาม การทบทวนวรรณกรรมก็ควรจัดทำควบคู่ไปกับการกำหนดปัญหาการวิจัย เนื่องจากปัญหาที่ต้องการทำวิจัยในระยะแรก มักจะมีลักษณะกว้างเกินไป จนไม่สามารถวางแผนการวิจัยที่ชัดเจนได้ การทบทวนวรรณกรรม ในขั้นต้น จะช่วยในการกำหนดปัญหาให้แคบ และชัดเจนขึ้น ช่วยให้ผู้วิจัยมั่นใจในความเป็นไปได้ในการทำวิจัยในเรื่องนั้น

อ้างอิง
http://www.nrru.ac.th เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 2 มกราคม2556
http://www.bestwitted.com เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 2 มกราคม2556
http://www.nrru.ac.th เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 2 มกราคม2556